ฟอร์เวิร์ดเมล์ กาลามสูตร และ "Cui bono?"
posted on 15 May 2008 20:05 by thirtysomething
วันนี้เพื่อนส่งฟอร์เวิร์ดเมล์มาเตือนภัยว่าลิปสติกหลายยี่ห้อมีสารตะกั่วผสมอยู่ ใช้แล้วระวังเป็นมะเร็ง และมีวิธีพิสูจน์ด้วยว่าลิปสติกที่เราใช้มีตะกั่วปนหรือไม่
นี่คือเนื้อหาของฟอร์เวิร์ดเมล์
ข้อมูลข้างล่างนี้สำหรับผู้ที่ใช้ลิปสติคและแหวนทองคำ
ยากที่จะคิดว่าสองสิ่งนี้เกี่ยวข้องกันได้อย่างไร
หากลิปสติค ไม่มีความปลอดภัยอีกต่อไป อะไรจะเกิดขึ้นตามมา ?
ตราสินค้าไม่ได้หมายถึงทุกสิ่งทุกอย่าง
เมื่อเร็วๆนี้ ตราสินค้าที่มีชื่อว่า 'Red Earth'
ได้ลดราคาสินค้าจาก $67 ลงมาเหลือเพียง $9.90
เนื่องจากพบว่ามีตะกั่วเป็นส่วนผสม ซึ่งตะกั่วเป็นสารที่เป็นต้นเหตุของการเกิดมะเร็ง
ตราสินค้าที่คาดว่าจะมีตะกั่วเป็นส่วนผสม คือ :
1. CHRISTIAN DIOR
2. LANCOME
3. CLINIQUE
4. Y.S.L
5. ESTEE LAUDER
6. SHISEIDO
7. RED EARTH (Lip Gloss)
8. CHANEL (Lip Conditioner)
9. MARKET AMERICA - MOTNES LIPSTICK
สินค้าที่มีตะกั่วเป็นส่วนผสมยิ่งมาก ก็ยิ่งมีโอกาสที่จะก่อให้เกิดมะเร็งได้มากขึ้น
หลังจากการทดสอบลิปสติคหลายแท่ง พบว่า ลิปสติคของ Y.S.L. มีส่วนผสมเป็นตะกั่วมากที่สุด
ระวังการใช้ลิปสติคที่ติดได้ทนนาน เพราะลิปสติคที่ติดได้ทนนานของคุณมีส่วนผสมของตะกั่วอยู่นั่นเอง
คุณสามารถทำการทดสอบได้ด้วยตัวเองโดย :-
1. ทาลิปสติคลงบนมือของคุณ
2. ใช้แหวนทองคำถูลงบนลิปสติคนั้น
3. ถ้าลิปสติคเปลี่ยนเป็นสีดำ
4. คุณก็รู้ได้ว่าลิปสติคนั้นมีส่วนผสมของตะกั่ว
อ่านจบปุ๊บเกิดคำถาม 2 ข้อ
1. ถ้าลิปสติกหรือเครื่องสำอางมีตะกั่วผสมเกินมาตรฐาน จะผ่านการตรวจสอบขององค์การอาหารและยาสหรัฐ (FDA) ออกมาวางขายได้ไง?
2. แม้นว่าผ่านอย. สหรัฐได้ ก็ยังเหลืออีกด่าน คือ "พวกลูกอีช่างฟ้อง" เจ้าค่ะ คนอเมริกันและทนายอเมริกันนั้น หาเรื่องฟ้องได้ตั้งแต่สากกระเบือยันเรือรบ เผื่อฟลุคชนะคดีขึ้นมาก็ได้เงินกันอื้อซ่า โดยเฉพาะถ้ารวมตัวกันฟ้องหลายๆ คนเป็นคดี Class action โดยทนายจะได้ส่วนแบ่ง 1/3 ของค่าเสียหายที่ศาลตัดสินให้จำเลยชดใช้ ดังนั้น ถ้าลิปสติกยี่ห้อไหนโดนจับได้คาหนังคาเขาแบบนี้ ม้ันจะเหลือเรอะ?
อย่ากระนั้นเลย ลอง Google คำว่า lipstick, lead (ตะกั่ว) และ myth (เรื่องหลอก)
ได้ผลค่ะ เจอเนื้อหาฉบับภาษาอังกฤษของอีเมล์ข้างบนเพียบ และทุกแหล่งก็บอกว่า "มั่วเจ้าค่ะ" ทุกวันนี้ไม่ปรากฏว่ามีผู้บริโภคได้รับตะกั่วจากลิปสติกแต่อย่างใด
ก็เป็นอีกครั้งที่ต้องเตือนใจตัวเองว่า ฟังอะไรแล้วอย่าเพิ่งเชื่อ พระพุทธเจ้าทรงสอนหลัก "กาลามสูตร" ไว้ ยังใช้ได้เสมอ
อ่านทวนฟอร์เวิร์ดเมล์อีกที เกิดความคิดว่า "แล้วใครเป็นต้นคิด" พูดตรงๆ ว่าถ้าดิั้ฉันเป็นเจ้าของเครื่องสำอางที่ถูกเอ่ยถึง จะขอตามให้เจอตัว แล้วฟ้องเรียกค่าเสียหายหนักๆ ชื่อเสียงไม่ใช่สร้างกันง่ายๆ เล่นใช้วิธีสกปรกแบบนี้ทำลายกันจากในที่มืดมันไม่ยุติธรรม ต้องจัดการ
ผู้ต้องสงสัยกรณีนี้ ถ้าตัดพวกพวกจิตป่วน ไม่มีอะไรทำออกไปเสีย และใช้หลักการของฝรั่งที่ว่า "Cui bono?" หรีือ "ใครได้ประโยชน์" (ก็คงจะไอ้คนนั้นแหละเป็นคนทำ!) ก็ต้องบอกว่า
สงสัยจะบริษัทคู่แข่งบริษัทใดบริษัทหนึ่งนั่นแหละ อิอิอิ
หากได้รับฟอร์เวิร์ดเมล์แล้วไม่แน่ใจว่าัชัวร์หรือมั่วนิ่ม ไปลองค้นดูในเว็บไซต์เหล่านี้ดูก่อนนะคะ อาจมีคนเคยแถลงไขไว้แล้วว่าจริงหรือไม่จริง
BreakTheChain.com
TruthOrFiction.com
Snopes.com
และที่จะลืมเสียไม่ได้คือหลัก "กาลามสูตร" ที่พระพุทธองค์ให้ไว้เมื่อสองพันกว่าปีมาแล้ว
1. อย่าเพิ่งเชื่อโดยฟังตามกันมา
2. อย่าเพิ่งเชื่อโดยถือว่าเป็นของเก่าเล่าสืบกันมา
3. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะข่าวเล่าลือ
4. อย่าเพิ่งเชื่อโดยอ้างคัมภีร์หรือตำรา
5. อย่าเพิ่งเื่ืชื่อเพราะคิดเดาเอาเอง
6. อย่าเพิ่งเชื่อโดยคาดคะเนอนุมาน
7. อย่าเพิ่งเชื่อโดยตรึกเอาตามอาการที่ปรากฏ
8. อย่าเพิ่งเชื่อโดยเห็นว่าต้องกับความเห็นของตน
9. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะเห็นว่าผู้พูดควรเชื่อได้
10. อย่าเพิ่งเชื่อเพียงเพราะผู้พูดเป็นครูของเรา
ส่วน Cui bono? (ควี โบโน) เป็นภาษาลาติน แปลว่า "Who benefits?" หรือ "To whose advantage?" (ใครได้ประโยชน์จากการนี้) ใช้เป็นหลักการพิสูจน์ความรับผิดชอบตามกฎหมาย และเป็นอีกหลักการหนึ่งที่มีประโยชน์ในชีวิตประจำวัน เพราะสิ่งต่างๆ อาจมีเบื้องหน้าเบื้องหลังมากกว่าที่เราเห็น หากรู้ว่า "ใครได้ ใครเสีย" ก็จะทำความเข้าใจและหาต้นตอของเรื่องได้ไม่ยาก
สถานการณ์บ้านเมืองเราทุกวันนี้ กาลามสูตร+cui bono? จำเป็นมาก เลยอดเอามาฝากไม่ได้
สวัสดีค่ะ
ถ้าจะมองในแง่คนที่ได้ผลประโยชน์จาก เมลล์ฉบับนี้ที่สุด ผมว่าน่าจะเป็น สามีของบรรดาสุภาพสตรีที่บริโภค ลิปสติกยี่ห้อดังกล่าวมากกว่าครับ ประหยัดเงินในกระเป๋าไปได้หลายเลยครับ เพราะว่าแต่ละยี่ห้อนี้กินเงินในกระเป๋าไม่ใช่เล่นเลยครับ
#1 By Old Mustang on 2008-05-15 20:50